วันศุกร์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2559

การใช้ถ้อยคำแสดงความอาลัยในกรณีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชเสด็จสวรรคต




HIGHLIGHTS:

  • หากจะไปเฝ้าพระบรมศพขณะอัญเชิญจากโรงพยาบาลศิริราชไปยังพระบรมมหาราชวัง ควรใช้ว่า "เฝ้าถวายสักการะพระบรมศพ" ไม่ใช่ "ส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย"
  • ผู้เชี่ยวชาญในราชบัณฑิตยสภามีความเห็นว่า พระองค์ทรงมีบุญญาบารมีที่จะเสด็จสู่สรวงสรรค์ได้ด้วยพระองค์เอง (ไม่ต้องมีประชาชน “ส่งเสด็จ”) ดังนั้นการใช้เพียง “เสด็จสู่สวรรคาลัย” หรือ “พระผู้เสด็จสู่สวรรคาลัย” จะทำให้ข้อความสละสลวยและถูกต้องเหมาะสมกว่า
  • จำเป็นอย่างยิ่งที่หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องจะต้องมีประกาศออกมาอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร หน่วยงานและประชาชนจะได้มีหลักที่น่าเชื่อถือให้ยึดตาม
     ตั้งแต่วัยเยาว์ เราได้ยินคำราชาศัพท์จากข่าวในพระราชสำนักอยู่ทุกวัน เวลา 20.00 น. และเมื่อเรียนวิชาภาษาไทยในระดับชั้นที่สูงขึ้น เราก็ได้เรียนคำราชาศัพท์ แม้ว่าเราอาจจะไม่ใคร่มีโอกาสได้ใช้คำราชาศัพท์ในชีวิตจริงเท่าไรนัก แต่ในข้อสอบเข้ามหาวิทยาลัยก็ยังมีเรื่องคำราชาศัพท์อยู่ทุกปี
     เราเรียนคำราชาศัพท์กันหลายเรื่อง เช่น คำกริยาราชาศัพท์ห้ามใช้ “ทรง” นำหน้า เช่น ต้องใช้ว่า “ประทับ, ทอดพระเนตร, เสด็จ” ไม่ใช่ “ทรงประทับ, ทรงทอดพระเนตร, ทรงเสด็จ” และอีกหลายเรื่อง แต่เรื่องหนึ่งที่เราไม่เคยเรียน ไม่เคยสอนกันเลยก็คือ การใช้ถ้อยคำแสดงความอาลัยในกรณีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชเสด็จสวรรคต เราพร้อมใจกันเปล่งเสียงมาต่อเนื่องหลาย 10 ปี ว่า “ทรงพระเจริญ” ซึ่งมีนัยความหมายว่าขอให้พระองค์มีพระพลานามัยแข็งแรง มีพระชนมายุยิ่งยืนนาน เราไม่เคยคิดว่าวันนี้จะมาถึง...เร็วขนาดนี้

     นึกไปถึงเมื่อครั้งที่พระพุทธเจ้าตรัสต่อพระอานนท์ ดังที่ปรากฏในมหาปรินิพพานสูตร พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒ ทีฆนิกาย มหาวรรค ความว่า
     “...ดูกรอานนท์ เราได้บอกเธอไว้ก่อนแล้วไม่ใช่หรือว่า ความเป็นต่างๆ ความพลัดพราก ความเป็นอย่างอื่นจากของรักของชอบใจทั้งสิ้น ต้องมี เพราะฉะนั้น จะพึงได้ในของรักของชอบใจนี้แต่ที่ไหน สิ่งใดเกิดแล้ว มีแล้ว ปัจจัยปรุงแต่งแล้ว มีความทำลายเป็นธรรมดา การปรารถนาว่า ขอสิ่งนั้น อย่าทำลายไปเลย ดังนี้ มิใช่ฐานะจะมีได้...”

     เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็เป็นธรรมดาโลก เป็นสิ่งที่เราต้องยอมรับให้ได้ แม้จะยากเกินกว่าทำใจได้ในเร็ววัน สิ่งหนึ่งในไม่กี่สิ่งที่เราพสกนิกรชาวไทยพอจะแสดงออกถึงความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชได้ ก็คือการเขียนข้อความจากหัวใจเพื่อแสดงความอาลัย แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่จะเขียนออกมาได้ง่ายๆ เพราะนอกจากจะต้องข่มจิตระงับใจให้มีสติตั้งมั่นเขียนหรือพิมพ์ออกมาได้ อีกทั้งยังจะต้องรู้คำราชาศัพท์ที่เหมาะสมอีกด้วย
     ไม่เคยมีตำราใดระบุว่า เมื่อเกิดเหตุการณ์นี้จะต้องใช้คำราชาศัพท์เช่นไร จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องจะต้องมีประกาศออกมาอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร หน่วยงานและประชาชนจะได้มีหลักที่น่าเชื่อถือให้ยึดตาม แม้ว่าข้อความที่เราถ่ายทอดออกมานั้นเป็นความรู้สึกจากส่วนลึกของดวงใจ แต่ถ้าเราใช้ภาษาให้ถูกหลักก็ย่อมดีกว่า
     หลังจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชเสด็จสวรรคต มีบางหน่วยราชการออกระเบียบการใช้ภาษาดังนี้
     กระทรวงมหาดไทยมีประกาศที่ มท 0201.3/ว5908 ว่าบนแผ่นรองปกในสมุดลงนามถวายอาลัยให้ระบุว่า
     “ขอน้อมเกล้าฯ ถวายอาลัย
     ส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย
     ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ”

     ด้านความคิดเห็นจากอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการใช้ภาษาไทยอย่าง ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อาทิตย์ ชีรวณิชย์กุล อาจารย์ประจำภาควิชาภาษาไทย คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์สเตตัสเฟซบุ๊กแนะแนวทางการใช้ถ้อยคำดังนี้
     1. คำลงท้าย "ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ"
     2. คำว่า "กราบบังคมลา/กราบบังคมทูลลา" ใช้ในเวลาที่ข้าราชการหรือข้าราชสำนักตาย แล้วทำหนังสือกราบบังคมทูลลาพระเจ้าแผ่นดิน ถ้าพระเจ้าแผ่นดินสวรรคต ไม่ใช้คำนี้กับพระองค์ท่าน
     ถ้าจะกล่าวในทำนองว่าถวายความเคารพแด่พระองค์ท่าน ใช้ว่า "กราบถวายบังคม" หรือ "น้อมถวายบังคม" โดยไม่มีคำว่า "ลา/ทูลลา"
     3. "ส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย" หรือ "ส่งดวงพระวิญญาณ" ไม่มีธรรมเนียมใช้มาแต่เดิม
     4. "ถวายความอาลัย" หรือ "น้อมเกล้าฯ ถวายความอาลัย" ไม่มีธรรมเนียมใช้มาแต่เดิม
     5. คำที่ควรใช้-เรียบ งดงาม และรัดกุม มีแบบแผนที่ใช้กันมา "สำนึก/รำลึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้"
     6. คำว่า "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ" เป็นคำโบราณ ธรรมเนียมภายหลังการเรียกนาม
แผ่นดินเรียกตามพระนามพระเจ้าแผ่นดินนั้น ในกรณีนี้ คือ "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช" ส่วนพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ใหม่ คำเรียกขานว่า "สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว" จนกว่าจะทรงผ่านพระราชพิธีบรมราชาภิเษก จึงจะเป็น "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว"
     7. หากจะไปเฝ้าพระบรมศพขณะอัญเชิญจากโรงพยาบาลศิริราชไปยังพระบรมมหาราชวัง ควรใช้ว่า "เฝ้าถวายสักการะพระบรมศพ" ไม่ใช่ "ส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย" เพราะธรรมเนียมโบราณ ราษฎรที่ไปจะนำดอกไม้ธูปเทียนไปจุดบูชา/สักการะพระบรมศพ ซึ่งไม่ใช่การ "ส่งเสด็จ"



     อย่างไรก็ดี สำนักพระราชวังก็ได้มีประกาศฉบับนี้ออกมา มีข้อความตอนหนึ่งว่า “น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย”



     ส่วนสำนักงานราชบัณฑิตยสภา (เดิมคือราชบัณฑิตยสถาน) ได้โพสต์ข้อความแสดงอาลัยในเพจ “ราชบัณฑิตยสภา” เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2559 ดังนี้



     ก่อนที่จะมีประกาศออกมาอย่างเป็นทางการในช่วงบ่ายวันที่ 14 ตุลาคม 2559 มีใจความสำคัญว่าด้วย การใช้วลี “เสด็จสู่สวรรคาลัย”
     ตามประกาศฉบับนี้ได้อ้างถึงประเด็นการใช้วลี “เสด็จสู่สวรรคาลัย” เมื่อครั้งสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ สิ้นพระชนม์ โดยได้ระบุว่า “เสด็จไปสู่สวรรคาลัย” สื่อความหมายได้ว่า “(พระองค์) เสด็จสู่สวรรค์” และประชาชนทั่วไปก็เข้าใจว่า “ส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย” หมายถึง “การส่งพระองค์ไปสู่สรวงสวรรค์”
     ทว่าพลตรี หม่อมราชวงศ์ศุภวัฒย์ เกษมศรี ประธานคณะกรรมการจัดทำหลักเกณฑ์การใช้ราชาศัพท์แห่งราชบัณฑิตยสถาน รวมถึงผู้เชี่ยวชาญในราชบัณฑิตยสภามีความเห็นว่าพระองค์ทรงมีบุญญาบารมีที่จะเสด็จสู่สรวงสรรค์ได้ด้วยพระองค์เอง (ไม่ต้องมีประชาชน “ส่งเสด็จ”) ดังนั้นการใช้เพียง “เสด็จสู่สวรรคาลัย” หรือ “พระผู้เสด็จสู่สวรรคาลัย” จะทำให้ข้อความสละสลวยและถูกต้องเหมาะสมกว่า
     อย่างไรก็ดี ประกาศนี้ของราชบัณฑิตยสภาไม่ได้ระบุชัดเจนเรื่องการเขียนคำลงท้ายว่าต้องมีข้อความ “ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ” หรือไม่ แต่ราชบัณฑิตยสภาก็ได้แสดงตัวอย่างการใช้ข้อความให้เห็นอย่างชัดเจน โดยระบุหัวข้อว่า “ตัวอย่างการใช้ถ้อยคำเพื่อแสดงความอาลัยถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ” ซึ่งมีตัวอย่างดังนี้
 
สถิตอยู่ในใจตราบนิรันดร์
    น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้
       
                                    ข้าพระพุทธเจ้า...

เสด็จสู่สวรรคาลัย
ผองพสกนิกรชาวไทยน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณตราบนิจนิรันดร์
 
                                    ข้าพระพุทธเจ้า...
           
ปวงพสกนิกรชาวไทยน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณตราบนิจนิรันดร์
 
                                    ข้าพระพุทธเจ้า...
            
ปวงประชาสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้

                                      ข้าพระพุทธเจ้า...

เสด็จสู่ฟากฟ้าสุราลัย
พระมหากรุณาธิคุณจารึกในใจไทยชั่วกาล

                                       ข้าพระพุทธเจ้า...

สถิตในดวงใจตราบนิจนิรันดร์
น้อมศิระกราน กราบแทบพระยุคลบาท
ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้
 
                                       ข้าพระพุทธเจ้า...

พระผู้เสด็จสู่สวรรคาลัย
น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้

                                       ข้าพระพุทธเจ้า...


[*หลังคำว่า “ข้าพระพุทธเจ้า” ให้ระบุชื่อบุคคล คณะบุคคล หรือหน่วยงาน เช่น ข้าพระพุทธเจ้า The Momentum]



     ในฐานะประชาชนชาวไทยคนหนึ่งที่มีใจจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชและพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ รู้สึกว่าถ้าหน่วยงานราชการเร่งหารือและประกาศออกมาอย่างเป็นทางการว่าควรใช้ถ้อยคำอย่างไรจึงจะถูกต้องและเหมาะสมที่สุดแก่การแสดงความอาลัยถวายแด่พระมหากษัตริย์ ผู้ทรงเป็นที่รักยิ่งของพสกนิกรชาวไทยทุกหมู่เหล่า ก็คงจะดีไม่น้อย แต่ในเมื่อหน่วยงานราชการแต่ละหน่วยงานมีประกาศออกมาและใช้ไม่ตรงกัน ก็ยากเหลือเกินที่เราจะตัดสินใจเลือกใช้
     สุดท้ายก็เป็นสิ่งที่เราต้องพิจารณากันเองว่าจะเลือกใช้ถ้อยคำใด ด้วยเหตุผลใด

อ้างอิง  http://themomentum.co/momentum-feature-thai-royal-language

วันจันทร์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2559

วันไหว้พระจันทร์

วันไหว้พระจันทร์ 2559 วันที่ 4 ตุลาคม







วันไหว้พระจันทร์

          วันไหว้พระจันทร์ 2560 ตรงกับวันที่ 4 ตุลาคม 2560 มาศึกษาประวัติวันไหว้พระจันทร์ พร้อมพิธีไหว้พระจันทร์ไปด้วยกันค่ะ

         ค่ำคืนวันที่ 4 ตุลาคม 2560 เป็นอีกหนึ่งวันสำคัญของคนจีน นั่นคือ วันไหว้พระจันทร์ 2560 ซึ่ง วันไหว้พระจันทร์ ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 ตามปฏิทินจันทรคติจีน โดยในบางปี วันไหว้พระจันทร์ จะตรงกับเดือนกันยายน หรือตุลาคม ซึ่งก็คือช่วงกลางฤดูใบไม้ร่วง ชาวจีนจึงเรียกว่า "จงชิว" (Zhong Qiu) แปลว่า "กลางฤดูใบไม้ร่วง"  ซี่ง วันไหว้พระจันทร์ เป็นประเพณีที่ชาวจีนถือปฏิบัติสืบต่อกันมานับพันปี
ความเชื่อเกี่ยวกับ วันไหว้พระจันทร์ 

         วันไหว้พระจันทร์ เป็นวันที่พระจันทร์ส่องแสงงดงามที่สุด และเต็มดวงที่สุด ชาวจีนจึงให้พระจันทร์เป็นสัญลักษณ์ของความสวยงาม เป็นสื่อกลางของการคิดถึงซึ่งกันและกัน เมื่อคนในครอบครัวจากบ้านเกิดไปไกลคิดถึงครอบครัว ก็ให้แหงนมองดวงจันทร์ส่งความรู้สึกที่ดี ส่งความคิดถึงไปสู่ครอบครัวและคนที่รักผ่านดวงจันทร์

         นอกจากนี้ ชาวจีนยังถือว่า วันไหว้พระจันทร์ เป็นวันที่คนในครอบครัวจะได้แสดงความสามัคคีกัน และได้ชมดวงจันทร์พร้อมหน้ากัน ซึ่งชาวจีนได้นิยาม วันไหว้พระจันทร์ ว่า "วันแห่งการอยู่พร้อมหน้าของครอบครัว" 

ประวัติวันไหว้พระจันทร์  

         อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับต้นกำเนิดของเทศกาลนี้ ยังคงไม่เป็นที่ปรากฏแน่ชัด บ้างก็ว่าจักรพรรดิวู แห่งราชวงศ์ฮั่น เป็นผู้ริเริ่มการฉลองเพื่อกราบไหว้พระจันทร์เป็นเวลา 3 วันในฤดูใบไม้ร่วงนี้

         ขณะที่บางประวัติศาสตร์กล่าวว่า เทศกาลไหว้พระจันทร์ เกิดขึ้นในราวปี พ.ศ. 1911 ในช่วงมองโกลยึดครองจีน ขนมเค้กที่ทำขึ้นก็เพื่อซุกซ่อนข้อความลับของพวกกบฏ ที่มีถึงประชาชนทั่วทั้งประเทศให้มาชุมนุมกันครั้งใหญ่ โดยทหารมองโกลไม่ได้ระแวงถึงจุดประสงค์ของพวกกบฏ เพราะคิดว่าขนมเค้กเหล่านั้นเป็นการทำตามประเพณีดั้งเดิมของชาวจีน ด้วยเหตุนี้ในคืนนั้นเองทหารมองโกลจึงถูกปราบเสียราบคาบ หลังจากที่ราชวงศ์ใหม่คือราชวงศ์หมิงได้ถูกจัดตั้งขึ้นแล้ว วันไหว้พระจันทร์ จึงถือปฏิบัติกันมาจนถึงทุกวันนี้

การไหว้พระจันทร์  

         ก่อนหน้านี้ วันไหว้พระจันทร์ ชาวจีนที่เป็นผู้ชายจะไม่นิยมไหว้พระจันทร์ เนื่องจากชาวจีนเชื่อว่า พระจันทร์ถือเป็นหยินซึ่งเป็นธาตุของผู้หญิง ผู้ชายถือเป็นหยาง ดังนั้น จึงให้แต่ผู้หญิงเป็นคนไหว้เท่านั้น แต่ปัจจุบันชาวจีนทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ก็สามารถไหว้พระจันทร์ได้เช่นกัน

         การไหว้พระจันทร์ จะเริ่มต้นตอนหัวค่ำซึ่งดวงจันทร์เริ่มปรากฏบนท้องฟ้า และถึงแม้ปีไหนหรือสถานที่แห่งใดมองไม่เห็นพระจันทร์ แต่การไหว้พระจันทร์ของชาวจีน ก็จะยังต้องมีการไหว้พระจันทร์ในค่ำคืนนั้นเหมือนเดิม พิธีดำเนินไปจนถึงประมาณ 4-5 ทุ่ม หลังเสร็จพิธีทุกคนในครอบครัวจะตั้งวงแบ่งกันกินขนมไหว้พระจันทร์ โดยขนมต้องนำมาหั่นแบ่งให้เท่ากับจำนวนคนในครอบครัว ห้ามเกินหรือขาด และแต่ละชิ้นต้องมีขนาดที่เท่ากัน ขนมไหว้พระจันทร์จึงเป็นสัญลักษณ์ของความสามัคคี ความกลมเกลียวคนในครอบครัว ดังนั้น รูปลักษณ์ของขนมไหว้พระจันทร์ จะต้องทำเป็นก้อนวงกลมเท่านั้น

          ทั้งนี้แม้วันไหว้พระจันทร์จะเป็นเทศกาลของชาวจีน แต่ปัจจุบันก็มีคนไทยจำนวนไม่น้อยที่ร่วมทำพิธีไหว้พระจันทร์ด้วย เพื่อความเป็นสิริมงคลตามความเชื่อ ดังนั้นหากปีนี้บ้านไหนมีความตั้งใจจะไหว้ขอพรจากพระจันทร์อยู่ละก็ ต้องเตรียมของไหว้พระจันทร์ต่าง ๆ ให้พร้อม

ของไหว้พระจันทร์ ใช้อะไรบ้าง ?  

          การไหว้พระจันทร์จะใช้ของไหว้คล้ายกับการไหว้เจ้าทั่วไป คือ

          - ธูป เทียน กระถางธูป

          - กระดาษเงิน กระดาษทอง

          - ดอกไม้สด 1 คู่
          
- น้ำชา 
          
- น้ำบริสุทธิ์

          
- ผลไม้ต่าง ๆ ที่มีชื่อและมีความหมายเป็นสิริมงคล เช่น ทับทิม หมายถึงลูกเต็มบ้าน หลานเต็มเมือง, แอปเปิล หมายถึงความสงบสุข, องุ่น หมายถึงความเพิ่มพูน, ส้ม หมายถึงความเป็นมงคล, สาลี่ หมายถึง ขอให้มีแต่เรื่องดี ๆ เข้ามาในชีวิต รวมทั้งส้มโอ แต่ไม่ควรใช้ผลไม้ที่มียางหรือมีหนาม

          - อาหารเจชนิดแห้ง เช่น เห็ดหอม วุ้นเส้น สาหร่ายทะเล ดอกไม้จีน ฟองเต้าหู้ เป็นต้น

          นอกจากนี้ยังมีของไหว้สำหรับใช้ในพิธีไหว้พระจันทร์โดยเฉพาะ คือ

          - ขนมหวาน เช่น ขนมไหว้พระจันทร์ ขนมเปี๊ยะ สาคูแดง ขนมโก๋สีขาว ควรเลือกที่มีรูปทรงกลมเหมือนพระจันทร์

          - โคมไฟ สำหรับจุดไฟเปรียบเหมือนชีวิตที่สว่างไสว

          - ของใช้ส่วนตัวของผู้หญิง เช่น ชุดเครื่องแป้ง เครื่องสำอาง เครื่องประดับ เครื่องแต่งกายของผู้หญิง ตลับแป้ง น้ำหอม อันเป็นการสื่อว่ามีเสน่ห์สวยงามเหมือนพระจันทร์ที่เปรียบเป็นเพศหญิง

          - อ้อย 1 คู่ สำหรับทำเป็นซุ้ม

          *หมายเหตุ : บางตำราอาจระบุให้จัดของไหว้เป็นผลไม้ 5 ชนิด ขนมหวาน 5 ชนิด อาหารเจ 5 ชนิด แต่ในบางตำราอาจระบุให้ใช้เลข 4 ซึ่งเป็นเลขคู่ โดยจัดของไหว้เป็นผลไม้ 4 ชนิด ขนมหวาน 4 ชนิด อาหารเจ 4 ชนิด ซึ่งก็แล้วแต่ศรัทธา
ไหว้พระจันทร์ใช้ธูปกี่ดอก ? 

          โดยส่วนใหญ่ตำราต่าง ๆ มักแนะนำให้จุดธูป 3 ดอก หรือ 5 ดอกก็ได้ โดยมีคำแนะนำว่า หากไหว้ด้วยผลไม้ 5 ชนิด ก็ควรใช้ธูป 5 ดอก แต่ถ้าบ้านไหนใช้ธูปพิเศษ เช่น ธูปมังกรก็จุดธูปดอกใหญ่ดอกเดียวได้

พิธีไหว้พระจันทร์ ต้องทำอะไรบ้าง ?  

          ก่อนหน้านี้ ชาวจีนที่เป็นผู้ชายจะไม่นิยมไหว้พระจันทร์ เนื่องจากชาวจีนเชื่อว่าพระจันทร์ถือเป็นหยินซึ่งเป็นธาตุของผู้หญิง ผู้ชายถือเป็นหยาง ดังนั้นจึงให้แต่ผู้หญิงเป็นคนไหว้เท่านั้น แต่ปัจจุบันชาวจีนทั้งผู้หญิงและผู้ชายก็สามารถไหว้พระจันทร์ได้เช่นกัน แต่มักให้ผู้หญิงเป็นคนไหว้คนแรก ซึ่งในการไหว้พระจันทร์จะต้องทำพิธีดังนี้

          1. ไหว้เจ้าในช่วงเช้า จัดของไหว้เจ้าเหมือนปกติ แต่เพิ่มขนมไหว้พิเศษ คือ ขนมไหว้พระจันทร์, ขนมโก๋, ขนมเปี๊ยะต่าง ๆ

          2. ไหว้บรรพบุรุษ จัดของไหว้บรรพบุรุษเหมือนปกติ แต่เพิ่มขนมไหว้พิเศษ คือ ขนมไหว้พระจันทร์, ขนมโก๋, ขนมเปี๊ยะต่าง ๆ

          3. ไหว้เจ้าแม่ในตอนค่ำ เมื่อดวงจันทร์เริ่มปรากฏบนท้องฟ้า

          สำหรับสถานที่ไหว้พระจันทร์ในตอนค่ำควรเลือกที่กลางแจ้ง อาจเป็นลานบ้าน หน้าบ้าน หรือดาดฟ้าก็ได้ ตั้งโต๊ะทำซุ้มต้นอ้อยให้เสร็จเรียบร้อยในช่วงพระอาทิตย์ตกดินหรือตอนหัวค่ำ ก่อนพระจันทร์จะลอยสูงเกินขอบฟ้า หันหน้าไปทางทิศตะวันออก จุดธูปเทียนอธิษฐานขอพรจากพระจันทร์ และควรเก็บโต๊ะก่อนที่พระจันทร์จะเลยศีรษะไป หรือเมื่อเทียนดอกใหญ่ดับลง 

          เมื่อเสร็จสิ้นพิธีควรนำของไหว้มาทาน โดยเฉพาะขนมไหว้พระจันทร์ที่ควรนำมาหั่นแบ่งให้เท่ากับจำนวนคนในครอบครัว และควรแบ่งให้แต่ละชิ้นมีขนาดเท่ากัน เพื่อความเป็นสิริมงคล ส่วนอาหารอื่น ๆ นั้นไม่จำเป็นต้องทานทั้งหมด อาจเก็บไว้บางส่วน หรือนำไปแจกญาติ ๆ ก็ได้
    
          อย่างไรก็ตาม หากบ้านไหนไม่สะดวกไหว้พระจันทร์ทั้ง 3 เวลา ก็สามารถเลือกไหว้พระจันทร์เฉพาะตอนค่ำ หรือหากไม่มีของไหว้ชุดใหญ่ก็สามารถใช้ของไหว้ชุดเล็ก โดยเน้นขนม ผลไม้ รวมทั้งของใช้ส่วนตัวผู้หญิงมาร่วมไหว้ด้วยได้เช่นกัน   

ขนมไหว้พระจันทร์


ขนมไหว้พระจันทร์ หรือ ของไหว้พระจันทร์ 

         ขนมไหว้พระจันทร์ (Moon Cake) เป็นของไหว้ที่ขาดไม่ได้ โดยขนมไหว้พระจันทร์จะทำเป็นรูปทรงกลม จะต้องมีไส้หวาน หรือสอดไส้ด้วยธัญพืชที่มีรสหวานเท่านั้น แต่ปัจจุบัน ขนมไหว้พระจันทร์ มีทั้งไส้หมูแฮม ไส้หมูแดง ไส้หมูหยอง  และไส้ต่าง ๆ ที่มีรสเค็ม รสเปรี้ยว ซึ่งไม่ได้ให้ความหมายใด ๆ มากไปกว่า "ขนม" หรือ "Moon Cake" ที่รับประทานกันเพื่อความอร่อยเท่านั้น ซึ่ง ขนมไหว้พระจันทร์ จะมีการจำหน่ายกันล่วงหน้าก่อนวันไหว้พระจันทร์

         ส่วนผลไม้ต่าง ๆ อาทิ ส้มโอ แอปเปิล สาลี่ ทับทิม กล้วย ส้ม และผลไม้ท้องถิ่นอื่น ๆ รวมทั้ง เครื่องสำอาง แป้ง ก็สามารถนำมาไหว้พระจันทร์ได้

การให้ขนมไหว้พระจันทร์ผู้ใหญ่ หมายถึงอะไร

          ชาวจีนถือว่า เทศกาลไหว้พระจันทร์ เป็นเทศกาลสำคัญที่ทุกคนในครอบครัวต้องมาอยู่รวมกันพร้อมหน้าพร้อมตา ดังนั้น หนุ่มสาว หรือคนในครอบครัว จึงมักซื้อขนมไหว้พระจันทร์ไปมอบให้กับผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้าน และรับประทานขนมไหว้พระจันทร์ด้วยกันพร้อมชมพระจันทร์เต็มดวง โดยควรจะตัดแบ่งขนมไหว้พระจันทร์ให้มีจำนวนชิ้นพอดีกับผู้ที่ร่วมรับประทาน

          ทั้งหมดนี้เป็นการแสดงถึงความสามัคคีกลมเกลียว เปรียบเหมือนขนมไหว้พระจันทร์ที่มีลักษณะกลม หมายถึงการได้กลับมาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตาของคนในครอบครัว นอกจากนี้ พระจันทร์ที่มีลักษณะกลม ถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของความสวยงาม เป็นสื่อกลางแสดงถึงความคิดถึง ความรัก และส่งต่อความปรารถนาดีให้กับคนในครอบครัวด้วย


ขนมไหว้พระจันทร์

สถานที่ไหว้พระจันทร์ 

         ชาวจีนบางบ้านอาจจะไหว้พระจันทร์ที่ลานหน้าบ้าน ดาดฟ้า โดยมีการตั้งโต๊ะ ทำซุ้มต้นอ้อย มีธูปเทียน กระดาษเงิน-กระดาษทองที่พับเป็นเงินตราจีน โคมไฟ และสิ่งของเซ่นไหว้

         วันไหว้พระจันทร์ เป็นอีกวันหนึ่งที่คนในครอบครัวจะได้แสดงออกถึงความสามัคคีกัน ได้อยู่พร้อมหน้ากัน และหากคนที่ไม่ได้อยู่กับครอบครัวก็สามารถสื่อความรัก ความคิดถึงไปยังครอบครัว และคนที่รักได้ ดังนั้นในวันนี้จึงเป็นอีกหนึ่งวันที่คนจีนให้ความสำคัญค่ะ


อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมจาก
 sinsae.combaanmaha.comthai.cri.cn

อ้างอิง  https://hilight.kapook.com/view/42102